ใช้ความเจ็บใจเป็นพลัง : อัยยวัฒน์ ปฏิวัติเลสเตอร์อย่างไรให้กลับมาเป็นเต็งเลื่อนชั้นพรีเมียร์ลีก?

Author Photo
Aiyawatt Srivaddhanaprabha
Getty

หลังสิ้นสุดพรีเมียร์ลีก 2022-23 เลสเตอร์ ซิตี้ จบฤดูกาลด้วยอันดับที่ 18 และต้องตกชั้นสู่เดอะ แชมเปี้ยนชิพ โดยมีแต้มห่างจากเอฟเวอร์ตัน ทีมอันดับที่ 17 อยู่ 2 คะแนน ปิดฉากเทพนิยายสุนัขจิ้งจอก ที่เคยคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 2015-16 ไปด้วยความเจ็บช้ำของคนทั้งสโมสร

เมื่อต้องร่วงลงสู่ลีกรองหลังจากโลดแล่นอยู่บนลีกสูงสุดมานานถึง 9 ปี แน่นอนว่าต้องมีแฟนบอลจำนวนหนึ่งรู้สึกผิดหวังอย่างแรง และแสดงความไม่พอใจต่อการบริหารของกลุ่มทุนคิง เพาเวอร์ ถึงขั้นมีการเรียกร้องให้ อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ขายสโมสรเพื่อเปิดทางให้มีผู้บริหารใหม่เข้ามา

อย่างไรก็ดี แทนที่จะท้อถอยกับเสียงวิจารณ์เหล่านั้น อัยยวัฒน์ กลับเลือกที่จะนำคำสบประมาทมาเป็นบทเรียนและแรงผลักดัน พร้อมสัญญาว่าจะพาเลสเตอร์ ซิตี้ กลับสู่พรีเมียร์ลีกให้ได้เร็วที่สุด

ผ่านไปไม่ถึง 1 ปี ทีมสุนัขจิ้งจอกกำลังยืนอยู่บนหัวตารางเดอะ แชมเปี้ยนชิพ โดยมีแต้มทิ้งห่างคู่แข่งถึง 10 คะแนนในวันขึ้นปีใหม่ พวกเขาทำได้อย่างไร ติดตามที่นี่

ลุ้นรางวัลใหญ่ เชียร์ทีมชาติไทยถึงเกาหลีใต้

ลุ้นโชคที่นี่! ทายผลฟุตบอลประจำวันกับเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือที่สุด

ร่วมทายผลกีฬาลุ้นโชคพร้อมโบนัสสูงสุด 100 เปอร์เซนต์

เปลี่ยนความเจ็บใจเป็นแรงผลักดัน

หลังจากตกชั้นไม่นาน อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา เจ้าของทีมเลสเตอร์ ซิตี้ ออกมาเปิดเผยว่าเขาได้รับข้อความมากมายจากแฟนบอล ซึ่งมีทั้งที่ให้กำลังใจ และมีอีกมากมายที่วิจารณ์ถึงผลงานของทีมในแง่ลบ

"ผมได้รับข้อความมากมายจากแฟนบอล มีทั้งในแง่บวกและแง่ลบ บางคนอยากให้ผมขายสโมสร บางคนก็ใช้คำที่รุนแรงและไม่ได้คิด บางคนก็ใช้คำที่ดูหมิ่นกันตรงๆ

"แต่นอกจากทุกๆ ข้อความเจ็บปวดที่ผมได้รับ ผมก็ยังได้รับข้อความให้กำลังใจ, ข้อความที่ซาบซึ้ง และแสดงถึงความเป็นหนึ่งเดียวกัน ทั้งจากทางระยะไกล รวมถึงจากคนที่ผมพบเจอตามที่สาธารณะ ซึ่งมักจะเข้ามาทักทายผมและครอบครัว มันมีความหมายต่อเรามาก

"ปฏิเสธไม่ได้ว่าการตกชั้นคือความล้มเหลว แต่มันไม่ได้นิยามถึงความเป็นตัวเรา วันนี้ เราร่วมแบ่งปันความสูญเสียและความเจ็บปวดที่ต้องตกชั้นไปด้วยกัน แต่เราจะกลับมาอีกครั้ง"

นั่นคือสัญญาที่อัยยวัฒน์มอบให้แฟนบอลในวันตกชั้น ซึ่งคงไม่มีค่าอะไร หากไม่มีการนำบทเรียนไปปฏิบัติจริง

ถอดบทเรียนสู่เลสเตอร์ยุคใหม่

จากแถลงการณ์เดียวกันที่อัยยวัฒน์ออกมาพูดในวันตกชั้น เขายังบอกอีกด้วยว่าจะนำบทเรียนที่ได้รับในครั้งนั้นมาปรับปรุงให้ทีมแข็งแกร่งยิ่งขึ้นกว่าเดิม

"ฤดูกาลที่เพิ่งผ่านมาคือเรื่องยากลำบากที่สุดสำหรับเราทุกคนที่ต้องอดทน การตกชั้นคือผลจาก 38 นัด และในช่วงเวลานั้น ต้องยอมรับว่าเราดีไม่พอ

"เราต้องมีการประเมินกระบวนการและการตัดสินใจที่ทำให้เรามาสู่จุดนี้ สิ่งที่เราเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมาจะกลายเป็นการดำเนินการเพื่อทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น และป้องกันไม่ให้เรื่องนี้เกิดขึ้นกับเราอีกครั้งในอนาคต

"ความรับผิดชอบนี้คือหนึ่งในความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของผม และผมจะทุ่มเททุกอย่างต่อไปเพื่อสิ่งนี้"

นับหนึ่งที่ เอ็นโซ มาเรสก้า

หลังจากต้องร่วงลงสู่เดอะ แชมเปี้ยนชิพ อัยยวัฒน์ถือโอกาสนี้ในการล้างไพ่เพื่อสร้างทีมสุนัขจิ้งจอกยุคใหม่ จากตัวเลือกมากมายในท้องตลาด เขาจิ้มไปที่ เอ็นโซ มาเรสก้า อดีตผู้ช่วยของเป๊ป กวาร์ดิโอลา ซึ่งเคยผ่านการคุมทีมชุดใหญ่เพียงครั้งเดียวเท่านั้นกับปาร์มา และล้มเหลวถึงขั้นโดนปลดจากตำแหน่ง

แม้จะอ่อนด้อยกว่าตัวเลือกอื่นๆ ในแง่ประสบการณ์ แต่ความตั้งใจและทุ่มเทของมาเรสก้านั้นไม่น้อยไปกว่าใคร ช่วงสัปดาห์แรกที่เข้ามาทำงานในคิง เพาเวอร์ สเตเดียม เขาถึงขั้นสั่งให้ลูกทีมนอนค้างอยู่ที่สนามซ้อม เพื่อให้ทุกคนเข้าใจแนวทางการทำทีมและปรัชญาของเขาให้ได้เร็วที่สุด

ผลจากการลงแรงในครั้งนั้นเปลี่ยนเลสเตอร์ให้เข้าสู่ยุคใหม่อย่างรวดเร็ว พวกเขาออกสตาร์ทด้วยการชนะ 10 จาก 11 นัดแรก ซึ่งถือเป็นการออกสตาร์ทที่ดีที่สุดในเดอะ แชมเปี้ยนชิพ นับตั้งแต่ปี 2004 เป็นต้นมา

ทีมสุนัขจิ้งจอกปรับโฉมให้กลายเป็นแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ขนาดย่อม สื่อหลายแห่งในประเทศอังกฤษยกย่องรูปเกมของเลสเตอร์ฤดูกาลนี้ว่า เหมือนมี เป๊ป กวาร์ดิโอลาเข้ามาคุมทีมเองไม่มีผิด ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็นอิทธิพลมาจากการที่มาเรสก้าเคยเป็นผู้ช่วยของนายใหญ่เรือใบสีฟ้ามาตลอด 1 ปีเต็มๆ

บทความที่เกี่ยวข้อง : ฟุตบอลและหมากรุก : ทำไม เอ็นโซ มาเรสก้า ถึงพาเลสเตอร์ ซิตี้ เป็นเต็งหนึ่งเลื่อนชั้นแบบขาดลอย?

คนเก่าจากไป คนใหม่เข้ามา และลูกหม้อสโมสรที่ก้าวขึ้นมาเป็นแกนหลักของทีม

เมื่อสโมสรตกชั้นจากพรีเมียร์ลีก แน่นอนว่าต้องมีนักเตะจำนวนหนึ่งที่ถูกจับตาจากทีมอื่น และดึงตัวไปอยู่กับต้นสังกัดใหม่

เลสเตอร์ ซิตี้ เองก็หนีไม่พ้นจากวัฏจักรนี้ พวกเขาต้องเสียเจมส์ แมดดิสัน, ฮาร์วีย์ บาร์นส์ และยูริ ติเลอม็องส์ ไปในช่วงหน้าร้อน ก่อนจะไปเลือกคว้า คอเนอร์ โคดี้, แฮร์รี วิงค์ และเซซาเร คาซาเด เข้ามาทดแทน ซึ่งทุกคนต่างก็ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม

ขณะเดียวกัน พวกเขาก็หันไปหาเลือดใหม่จากอคาเดมีของสโมสร อาทิ เคซีย์ แม็คเคเทียร์ ที่ยิงไปแล้ว 4 ประตูจาก 12 นัด รวมถึง เคียร์แนน ดิวส์บิวรี่-ฮอลล์ อีกหนึ่งลูกหม้อของสโมสรที่ก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักของทีมในฤดูกาลนี้

นักเตะเหล่านี้คือคนที่รู้ซึ้งถึงความเจ็บปวดจากการตกชั้นได้มากกว่าใครๆ และมันเป็นแรงผลักดันที่ดีที่ทำให้พวกเขามุ่งมั่นและทุ่มเทให้ทีมได้มากกว่าคนอื่นๆ

มกราคมที่แข็งแกร่งขึ้น?

แม้สื่อในประเทศอังกฤษจะมองว่าปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เลสเตอร์มีผลงานที่ยอดเยี่ยมในเดอะ แชมเปี้ยนชิพเวลานี้ มาจากการที่พวกเขามีขนาดทีมที่ใหญ่กว่าคู่แข่ง แต่หากเป้าหมายคือการยืนระยะในพรีเมียร์ลีก แน่นอนว่าพวกเขาจะต้องมีนักเตะที่แข็งแกร่งขึ้น

นักวิจารณ์หลายคนมองว่าเลสเตอร์น่าจะยังเสริมทัพเพิ่มเติมอีกครั้งในเดือนมกราคมนี้ และด้วยผลงาน 65 คะแนนจาก 26 นัด เลสเตอร์ ซิตี้ มีโอกาสไม่น้อยทีเดียวที่จะทำลายสถิติเดิมของเรดดิ้ง ที่เคยทำไว้ 106 คะแนน ตอนเลื่อนชั้นเมื่อฤดูกาล 2005-2006

ลุ้นรางวัลใหญ่ เชียร์ทีมชาติไทยถึงเกาหลีใต้

ลุ้นโชคที่นี่! ทายผลฟุตบอลประจำวันกับเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือที่สุด

ร่วมทายผลกีฬาลุ้นโชคพร้อมโบนัสสูงสุด 100 เปอร์เซนต์

ติดตามบทความและข่าวสารกีฬาอื่นๆของเรา

Facebook : https://www.facebook.com/TheSportingNewsTH
Instagram : https://www.instagram.com/thesportingnews_th
Tiktok : https://www.tiktok.com/@thesportingnewsthailand

ผู้แต่ง
Kim Junumporn Photo

นักเขียน The Sporting News Thailand